Home / lilKIKlil (page 5)

lilKIKlil

คุณแม่ลูกสามเจ้าของธุรกิจที่แทบไม่มีเวลาส่วนตัวเป็นของตัวเอง ที่อยากออกมาแชร์ประสบการณ์การลดนํ้าหนักที่เชื่อว่าทุกคนต้องทำได้แน่ๆ

เบอร์รี่ผลไม้ช่วยต้านโรค

หากพูดถึงผลไม้ในตระกูลเบอร์รี่ที่มีมากมายหลายชนิด ชนิดที่เราคุ้นเคยกันดีนั้นก็ได้แก่ บลูเบอร์รี่ สตรอว์เบอร์รี่ แคนเบอร์รี่ และราสเบอร์รี่ นอกจากนี้ก็ยังมีเบอร์รี่ชนิดอื่นๆอีกค่ะ เช่น บอยเซนเบอร์รี่ ฮัคเคิลเบอร์รี่ และเอลเดอร์เบอร์รี่ ซึ่งเบอร์รี่เหล่านี้เป็นผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก และจัดว่ามีค่าออแรคสูงอยู่ใน 20 อันดับแรก และในบรรดาเบอร์รี่ที่เราคุ้นเคยทั้งสีชนิดที่ได้เอ่ยไว้ บลูเบอร์รี่มีค่าออแรคสูงที่สุดค่ะ โดยสารอาหารที่สำคัญในเบอร์รี่ก็คือวิตามินซี กรดโฟลิก โพแทสเซียม และใยอาหาร รวมทั้งสารพฤกษเคมีในกลุ่มสารฟลาโวนอยด์ที่มีชื่อว่าสารโปรแอนไทไซยานิน (Proanthocyanin) และแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ทำให้ผลไม้เบอร์รี่มีสีเข้มจัดและให้ประโยชน์ในการเพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันโรคเรื้อรังมากมาย นอกจากนี้ยังมีแคลลอรีที่ต่ำอีกด้วยค่ะ บลูเบอร์รี่มีแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤิทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระหรือสารแอนติออกซิแแดนต์สูงเมื่อเทียบกับผักและผลไม้อื่นๆ แอนโทไซยานินในผลบูลเบอร์รี่มีส่วนช่วยสร้างโรดอปซิน (Rhodopsin) ซึ่งเป็นสารที่สำคัญสำหรับจอประสาทตา ช่วยทำให้เราสามารถมองเห็นภาพได้ในที่ที่มีแสงน้อย ทำให้เราไม่ต้องใช้สายตาในการเพ่งมองมาก นอกจากนี้บูลเบอร์รี่ยังอุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี ไบโอฟลาวโวนอยด์ และเบต้าแคโรทีน ซึ่งให้ประโยชน์ต่อการรักษาสุขภาพตาเช่นกันค่ะ เบอร์รี่ช่วยลดความเสี่ยงโรคเมแทบอลิกซินโดรม เมแทบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) เป็นกลุ่มโรคที่ประกอบด้วยความผิดปกติที่มักพบร่วมกัน ได้แก่ โรคอ้วนลงพุง ความดันโลหิตสูง ระดับน้ำตาลในเลือดสูง และระดับไขมันในเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ ...

Read More »

ความจริงเกี่ยวกับวิตามินซี

โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่นิยมรับประทานวิตามินซีเพื่อป้องกันไข้หวัด แต่ทุกคนรู้มั้ยคะว่าวิตามินซีนั้นยังช่วยเรื่องสุขภาพในด้านอื่นๆและช่วยเสริมความงามจากภายในได้เช่นกันค่ะ หลายคนโดยเฉพาะสาวๆอาจจะทราบว่าวิตามินซีทำได้มากกว่าแก้หวัด เพราะวิตามินซีมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณดูเรียบเนียนเหมือนเด็กสาวได้อีกด้วย แต่หลายคนอาจจะสงสัยว่าเราต้องกินวิตามินซีปริมาณแค่ไหนถึงจะเห็นผลของผิวพรรณที่ดูสดใสอ่อนเยาว์ LESS IS MORE ร่างกายคนเราสร้างวิตามินซีเองไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุให้เราต้องรับวิตามินซีจากภายนอกผ่านการกินอาหารหรืออาหารเสริม และหลังจากที่ผู้เชี่ยวชาญได้มีการถกเถียงกันมาหลายปีถึงปริมาณของวิตามินซีที่เราควรได้รับในแต่ละวัน โดยนักโภชนาการกล่าวว่าวิตามินซีแค่ 40-60 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอแล้ว เพราะมากกว่านี้ร่างกายก็ขับออกมา เนื่องจากวิตามินซีนั้นเป็นสารที่ละลายน้ำได้ ฉะนั้นส่วนเกินที่เกินกว่าร่างกายจะสามารถดูดซึมได้ก็จะถูกขับออกมาในท้ายที่สุด COLLAGEN BOOST หนึ่งในหน้าที่สำคัญของวิตามินซีคือกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวหนัง ซึ่งคอลลาเจนเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแลดูเต่งตึงไร้ริ้วรอย เนื่องจากอายุที่มากขึ้นและการที่ผิวต้องเผชิญกับรังสี UV มากๆ ทำให้คอลลาเจนตามธรรมชาติในผิวจะถูกทำลายและลดลงเรื่อยๆ ทว่าวิตามินซีเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนขึ้นมาใหม่ และคอลลาเจนที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าวเป็นประเภทที่ผิวของเราสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้ SPOT CHECKS ในปัจจุบันวิตามินซีถูกนำมาใช้ในการรักษาสิวอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยคุณสมบัติอันหลากหลายจึงทำให้วิตามินซีดูแลผิวได้อย่างครอบคลุม เช่น เพิ่มระดับคอลลาเจน กำจัดอนุมูลอิสระ เร่งการผลัดเซลล์ผิว และช่วยปรับโทนสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ พวกจุดด่างดำและรอยสิวต่างๆที่เหลือร่องรอยไว้บนผิว A GREAT ANTIOXIDANT อย่างที่ทราบกันว่าอนุมูลอิสระในชั้นผิวเกิดขึ้นเมื่อพันธะข้างในตัวของมันขาด จึงทำให้ตัวอนุมูลอิสระเหมือนขาดคู่และจ้องไปเกาะกับโมเลกุลอื่นๆที่อยู่ใกล้ที่สุด และทำให้โมเลกุลนั้นๆกลายเป็นสารอนุมูลอิสระไปด้วยต่อเนื่องเป็นปฎกิริยาลูกโซ่ ซึ่งในที่สุดส่งผลให้ผิวพรรณได้รับความเสียหายและร่วงโรยก่อนวัยอันควร โดยมักจะเกิดขึ้นเมื่อผิวสัมผัสกับรังสี UV มากๆและเผชิญมลพิษหรือความเครียดจากภายใน หากร่างกายได้รับวิตามินซีเป็นประจำ วิตามินซีจะไปยับยั้งไม่ให้อนุมูลอิสระไปเกาะโมเลกุลอื่น ดังนั้นจึงช่วยป้องกันไม่ให้ผิวพรรณได้รับความเสียหาย ซึ่งนอกจากการกินอาหาร ...

Read More »

เนยกับมาการีน อย่างไหนแย่กับร่างกายมากกว่ากัน?

ในชีวิตประจำวันของเบเกอร์รี่ที่เรารับประทานเข้าไปแทบจะหนีไม่พ้นต้องมีเนยหรือมาการีนเป็นส่วนประกอบ ก่อนอื่นเลยเราลองมาดูความแตกต่างระหว่างเนยกับมการีนกันก่อนนะคะ เนย (Butter) เนยสดทำจากส่วนที่เป็นไขของนมวัว  โดยนำมาตั้งทิ้งไว้ให้ไขมันลอยหน้า  แล้วแยกส่วนของไขมันนำมาปั่นให้รวมตัวกันเป็นก้อน  จากนั้นนำส่วนของน้ำทิ้งไป แล้วนำส่วนที่เหลือมานวดให้เข้ากัน  ในเนยจะมีไขมันไม่ต่ำกว่า 80%  มีสีเหลือง  กลิ่นหอม  มักจะเหลวหรืออ่อนตัวเมื่อวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง มาการีน (Margarine) เป็นเนยที่เตรียมจากน้ำมันพืชโดยมีส่วนประกอบเป็นไขมันร้อยละ 80 เป็นน้ำและของแข็งร้อยละ 20 โดยมีไขมันอิ่มตัวร้อยละ  28 ปริมาณ trans fat ปริมาณ trans fat น้อยกว่าร้อยละ 1 และมีการเติมวิตามินเอและดี เพื่อให้มีคุณค่าใกล้เคียงกับเนยที่ทำจากสัตว์ ปัจจุบันจะใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด หรือ น้ำมันคาโนลาเป็นวัตถุดิบสำหรับการทำ Magarine น้ำมันที่ได้จากการสกัดจะนำมาแต่งกลิ่น สี รส เติม เกลือ Lecithin แล้วจึงนำส่วนผสมไปทำให้ร้อน คนให้เข้ากันแล้วปล่อยให้เย็น Magarine ซึ่งน้ำมันที่มาจากพืชข้างต้นนี้โดยหลักๆจะได้มาจากพืชที่มีการตกแต่งพันธุกรรม (GMO) อาหารที่ผ่านกระบวนการไฮโรจิเนชั่น (การเติมไฮโดรเจน) ...

Read More »

เมนูยอดฮิต ต้นอ่อนทานตะวัน

จากบทความ“ต้นอ่อนทานตะวัน ผักทางเลือกใหม่ อร่อยและมีประโยชน์”ที่ผ่านมาเราได้บอกถึงสรรพคุณของต้นอ่อนทานตะวันไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ในส่วนของบทความนี้เราก็จะรวบรวมสูตรเมนูอาหารที่มีต้นอ่อนทานตะวันเป็นส่วนประกอบมาให้สาวๆลองทำตามกันดูนะคะ ได้ทั้งความอร่อยแล้วก็คุณประโยชน์ที่หลากหลายเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เหมาะแก่การทำรับประทานกันในครอบครัวในช่วงสุดสัปดาห์นี้ค่ะ เมนูแรกเริ่มต้นด้วย “เต้าหู้ผัดยอดอ่อนทานตะวัน” วัตถุดิบและเครื่องปรุง 1. เต้าหู้ญี่ปุ่น 2. ต้นอ่อนทานตะวัน 3. กระเทียมบด 1 ช้อนชา 4. ซีอิ้วขาว 1 ช้อนชา 5. น้ำมันมะกอก 1 ช้อนชา 6. น้ำเปล่า 1 ช้อนโต๊ะ ต่อมาเราก็มาดูวิธีทำกันค่ะ  – เริ่มจากใส่น้ำมันมะกอกในกระทะ พอร้อนจึงใส่เต้าหูทอดจนมีสีเหลือง และกลับด้านทอดอีกด้านจนเหลือง ตักขึ้นพักใส่จาน ระวังอย่ากลับบ่อยนะคะจะทำให้เต้าหู้เละ ทอดด้านละประมาณ 2 นาที ใช้ไฟกลางค่ะ – จากนั้นนำน้ำมันมะกอกที่เหลือจากการทอดเต้าหู้ นำมาใช้ผัดต่อได้ค่ะ ตั้งพอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมผัดจนหอม – ปรับไฟแรง ใส่ต้นอ่อนทานตะวัน น้ำเปล่า ซีอิ๊วขาวผัดเข้ากันตักเสิร์ฟกับเต้าหู้ ทานคู่กับข้าวกล้องร้อนๆค่ะ  ...

Read More »

5 วิธีที่จะช่วยให้บลัชออนติดทนนานตลอดทั้งวัน

ถ้าสาวๆเบื่อกับการที่จะต้องคอยมานั่งเติมสีแก้มทั้งๆที่เพิ่งจะปัดไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา เรามีวิธีช่วยคุณค่ะ ไม่ว่าผิวของคุณจะเป็นผิวแห้ง ผิวผสม หรือผิวมัน คุณก็สามารถมีพวงแก้มที่สวยงามได้ตลอดทั้งวันด้วยวิธีง่ายๆเหล่านี้ค่ะ 1. ทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์บำรุงผิวก่อนเป็นอันดับแรก ไม่ว่าคุณจะมีผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแห้งก็ตาม การทามอยส์เจอร์ไรส์เซอร์จะช่วยให้ผิวคุณมีสุขภาพดีขึ้น และช่วยให้การเบลนด์เมคอัพของคุณได้ดียิ่งขึ้น ช่วยให้เมคอัพติดทนตลอดทั้งวันค่ะ 2. ใช้ไพรม์เมอร์ สำหรับสาวๆที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง หลุมสิว หรือผิวหน้าไม่เรียบเนียน การทาไพรม์เมอร์จะช่วยปรับสภาพให้ผิวหน้าเรียบเนียนขึ้น ส่วนวิธีการใช้ให้ทาก่อนลงรองพื้นค่ะ สรรพคุณของไพรม์เมอร์นอกจากตะช่วยให้ผิวเรียบเนียนขึ้นแล้วก็ยังช่วยให้เมคอัพติดทนนานขึ้นด้วยค่ะ การทาไพรม์เมอร์นี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากๆเลhยนะคะสำหรับสาสๆที่อยากหน้าเป๊ะตลอดทั้งวันยิ่งเฉพาะอากาศร้อนๆในบ้านเรานี่ทำสาวๆหลายคนเหงื่อออกได้ง่ายด้วยค่ะ แต่อย่าลืมใช้คลีนซิ่งก่อนทำความสะอาดผิวหน้าด้วยทุกครั้งนะคะไม่งั้นสิวอุดตันอาจมาเยือนได้ 3. ใช้รองพื้นแบบเหลว เนื่องจากมอยส์เจอร์ไรซ์เซอร์ที่อยู่ในรองพื้นแบบเนื้อเหลวจะทำให้เวลาสาวๆทาบลัชจะได้ลุคที่ดูเป็นธรรมชาติ และทำให้สีของบลัชออนที่ปัดออกมาดูเด่นชัดมากขึ้นด้วยค่ะ 4. ลองไล่ระดับดู เมื่อสาวๆเตรียมผิวเสร็จพอถึงขั้นตอนการลงบลัชลองเริ่มด้วยการทาบลัชแบบครีมดูก่อนก็ได้ค่ะ เลือกสีให้เหมาะกับผิวของคุณแล้วเซ็ตเมคอัพด้วยแป้งค่ะ แต่ก่อนที่คุณจะเซตเมคอัพด้วยแป้งการทาบลัชแบบฝุ่นทับไปที่บริเวณที่เราได้ลวครีมบลัชไปแล้วก็ช่วยให้สีแก้มติดทนนานขึ้นตลอดทั้งวันได้ค่ะ 5. เซตเมคอัพของคุณให้อยู่ทนด้วย setting spray ให้เมคอัพลุคของคุณอยู่นานขึ้นด้วยการใช้ setting spray โดยเสปรย์ให้ทั่วทั้งหน้าหลังจากที่คุณลงเมคอัพเสร็จแล้ว

Read More »

5 วิธีเพื่อผิวใต้วงแขนที่เนียนสวย

เราทุกคนทราบดีว่าประเทศไทยมีอากาศร้อนแทบจะตลอดทั้งปีเนื่องด้วยแฟชั่นสมัยนี่้เป็นธรรมดาที่สาวๆเวลาออกไปพบปะเพื่อนฝูงจึงมักที่จะเลือกใส่เสื้อกล้ามหรือสายเดี่ยวออกไปข้างนอกเนื่องจากอากาศสุดโหดในบ้านเรา แต่ก็มีสาวๆเป็นจำนวนมากที่มักจะใส่เสื้อมีแขนอยู่ตลอดเวลาแล้วอยากเปลี่ยนสไตล์การแต่งตัวมาใส่เสื้อกล้ามหรือสายเดี่ยวดูบ้าง แต่ก็ดันมีเหตุมาทำให้คุณเปลี่ยนใจก็เพราะว่าเมื่อคุณลองสังเกตไปที่ใต้วงแขนของคุณก็ดันพบว่ามีสีคล้ำขึ้นกว่าเดิมและดูทำท่าว่าจะคล้ำขึ้นไปตลอดทำให้การเปลี่ยนสไตล์มาใส่เสื้อแบบไม่มีแขนดูบ้างยากขึ้นไปอีกถึงแม้อากาศจะร้อนขนาดไหนก็ตาม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะเรามีแก้ปัญหาใต้วงแขนที่มีสีผิวไม่สม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้สาวๆมาฝากกันค่ะ 1. แว๊กซ์ขนที่บริเวณใต้วงแขน บางครั้งการที่ใต้วงแขนมีสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอบริเวณเล็กน้อยอาจเนื่องมาจากเส้นขนที่อยู่บริเวณผิวใต้วงแขนชั้นแรก ช่างแว๊กซ์ที่มีความชำนาญจะช่วยคุณขจัดปัญหาเหล่านี้ไปได้ค่ะ 2. หมั่นขัดผิวที่บริเวณใต้วงแขน การขัดผิวเป็นสิ่งสำคัญต่อร่างกายของสาวๆมากเลยนะคะในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไป ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายสาเหตุที่ทำให้ผิวใต้วงแขนมีสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ ในปัจจุบันมีสครับหลากหลายชนิดให้สาวๆเลือกใช้กัน เวลาขัดให้ทำการขัดเบาๆเพราะผิวบริเวณนั้นมีความบอบบาง ทำการขัด 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ก็จะช่วยให้สีผิวบริเวณใต้วงแขนกลับมาเป็นธรรมชาติค่ะ 3. ลองเปลี่ยนยี่ห้อผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ผลิตภณฑ์ระงับกลิ่นกายบางยี่ห้ออาจมีสารเคมีที่ทำให้ระคายเคืองบริเวณผิวใต้วงแขนของคุณและอาจทำให้เกิดการคล้ำขึ้นได้ ลองเปลียนผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายเป็นแบบสำหรับผิวแพ้ง่ายเพื่อหลีกเหลี่ยงปัญหานี้ค่ะ 4. ลองปรึกษาแพทย์ผิวหนังของคุณ อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้สีผิวใต้วงแขนของคุณไม่สม่ำเสมออาจจะเกิดจากการผลิตเมลานินมากเกินไปเนื่องจากการระคายเคืองที่บริเวณผิวใต้วงแขน แพทย์ผิวหนังของคุณสามารถจัดครีมให้คุณทาเพื่อป้องกัน และหลีกเลี่ยงวิธีการกำจัดขนที่ทำให้ผิวบริเวณนั้นเกิดความระคายเคือง 5. ใช้วิธีแบบธรรมชาติ ในธรรมชาติของเรามีสารหลากหลายชนิดที่ช่วยให้ผิวใต้วงแขนของคุณขาวขึ้นได้ โดยการนำน้ำมะนาว ขมิ้น โยเกิร์ต หรือ น้ำผึ้งมาผสมให้เขากัน จา่กนั้นทาไปที่บริเวณผิวใต้วงแขนของคุณปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีอาจหากิจกรรมอะไรทำฆ่าเวลาก็ได้ค่ะ เมื่อครบเวลาแล้วก็ทำการล้างออกค่ะ  

Read More »

“ท้องแล้วอ้วน” เคล็ดลับลดน้ำหนักของคุณแม่ลูกสี่

สวัสดีค่ะชาว Beauty Nerds เชื่อว่าสาวๆ หลายคนคงเคยคิดเล่นๆ ว่า ถ้าเรามีลูก หุ่นเราจะเสียไหม? ผิวเราจะเป็นอย่างไร? แล้วหน้าท้องจะแตกลายหรือเปล่า? บางคนบอกว่าขึ้นอยู่กับพันธุกรรมหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการกิน แต่เชื่อเถอะค่ะว่า คุณแม่มือใหม่เกิน 90% กังวลกับปัญหากับน้ำหนักหลังคลอดมากที่สุด จะทำอย่างไรดี? ลูกก็ต้องดูแล เวลาก็ไม่มีออกกำลังกาย แถมคุณสามีก็ต้องปรนนิบัติ ทาง Admin ไปเจอเรื่องราวน่าสนใจเกี่ยวกับการดูแลตัวเองของคุณแม่ลูกสี่มาฝากค่ะ ลองมาฟังเคล็ดลับของคุณพลอย คุณแม่ที่อยู่ดูแลลูกอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ขยับตัวไปไหนมาก แต่มีหุ่นสวยเข้าเชฟแบบที่ใครๆ ก็แปลกใจว่าเธอทำได้อย่างไรกันดีกว่าค่ะ “สวัสดีค่ะ พลอยเป็นแม่บ้าน ไม่ใช่ทำความสะอาดบ้านนะคะ แต่ดูแลลูกอยู่บ้านค่ะ สามีห่วงกลัวพลอยไปจีบผู้ชายคนอื่นนอกบ้าน เลยให้อยู่แต่บ้านดูลูกไป ฮา…ไหม? โอเค…ไม่ฮา งั้นเข้าเรื่องเลยดีกว่า พลอยมีเรื่องของพลอยมาแบ่งปันให้เพื่อนๆ อ่านกันค่ะ คือแบบว่าว่างไงคะ ลูกคนเด็กกิน เล่น แล้วก็นอน อีก 3 คนไปโรงเรียนกันหมดแล้ว ตอนนี้เลยมีเวลามาเขียนบล็อค แบ่งปันประสบการณ์ของซูเปอร์มัมกันดีกว่า ก่อนอื่นเลยพลอยเป็นคนรูปร่างอวบมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว หรือที่ใครๆ เรียกว่า ...

Read More »

กาแฟกับสุขภาพ

กาแฟ (coffee) เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย และได้เข้ามามีบทบาทหรือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของใครหลายๆ คน นั่นเป็นเพราะว่า หลังจากดื่มกาแฟแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า และช่วยทำให้หายง่วงซึมในขณะที่เรียนหรือทำงาน อีกทั้งยังมีรูปแบบในการนำเสนอหรือวิธีการชงเพื่อให้ได้รสชาติที่หลากหลาย และผลจากการตระหนักถึงสุขภาพของมนุษย์เราที่มีมากขึ้น จึงได้มีการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟกับผลกระทบต่อสุขภาพ เช่น ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ความเสื่อมของระบบประสาท การเสื่อมของกระดูก และความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ เป็นต้น จากการรวบรวมงานวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพฤติกรรมการดื่มกาแฟต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าผลงานวิจัยส่วนใหญ่ให้ผลเชิงบวกคือมีแนวโน้มลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน โดยสันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากสารสำคัญในเมล็ดกาแฟที่ชื่อว่า กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic acid) ส่วนการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบประสาทซึ่งได้แก่ โรคพาร์คินสันและโรค อัลไซเมอร์พบว่า การดื่มกาแฟมีแนวโน้มช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์คินสันในเพศชาย และผู้ที่ดื่มกาแฟตั้งแต่มีอายุอยู่ในช่วงวัยกลางคนมีแนวโน้มที่จะป่วยเป็นโรคความจำเสื่อมเมื่อมีอายุย่างเข้าสู่วัยสูงอายุน้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟเลย  และในการศึกษาความสัมพันธ์ของดื่มกาแฟกับภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก  มะเร็งเต้านม  มะเร็งรังไข่ และมะเร็งตับ มีทั้งผลเชิงบวกคือมีแนวโน้มลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็ง และไม่มีความสัมพันธ์ทางสถิติต่อการเกิดโรค จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการดื่มกาแฟจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งดังกล่าวได้ นอกจากนี้ผลจากการศึกษาความสัมพันธ์ของการดื่มกาแฟกับการสะสมและการเสื่อมของกระดูกพบว่า การดื่มกาแฟไม่เกินวันละ 3 ถ้วย (ได้รับคาเฟอีนไม่เกิน 300 มก.) ต่อวัน อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกพรุนและกระดูกสะโพกหักได้ (20) ผลการวิจัยเกี่ยวกับการดื่มกาแฟกับสุขภาพที่รวบรวมได้ทั้งหมดเป็นผลการสำรวจข้อมูลจากต่างประเทศ ...

Read More »

หญ้าหวาน ความหวานธรรมชาติทางเลือกใหม่

หญ้าหวานมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stevia Rebaudiana Bertoni หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Stevia อยู่ในวงศ์ Asteraceae (Compositae) มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ตามแนวพรมแดนระหว่างประเทศบราซิลและปารากวัย ซึ่งชาวปารากวัยมีการใช้ใบหญ้าหวานผสมกับชาดื่มมานานกว่า 1500 ปีแล้ว หญ้าหวานชอบอากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 20 – 26 องศาเซลเซียส และขึ้นได้ดีเมื่อปลูกในพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600 – 700 เมตร มีการนำมาปลูกในประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2518 โดยพื้นที่ปลูกที่เหมาะสมคือทางภาคเหนือ และบริเวณเขาใหญ่ หญ้าหวานเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กสูงประมาณ 30 – 90 เซนติเมตร ใบเดี่ยว รูปใบหอกกลับ ขอบใบหยัก มีดอกช่อสีขาว ลักษณะคล้ายต้นโหระพา หากมีการปลูกไว้ในบริเวณบ้านเป็นพืชผักสวนครัวจะมีประโยชน์มาก เพราะใบสดหรือตากแห้งต้มกับน้ำก็จะให้สารหวานใช้ปรุงอาหารและเครื่องดื่มได้อย่างดี หญ้าหวานเป็นพืชที่ให้ความหวานโดยธรรมชาติ ใบหญ้าหวานสด สกัดด้วยน้ำได้สารหวานแห้งประมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานนี้มีความหวานมากกว่าน้ำตาลทราย 150 – 300 เท่า ...

Read More »